วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ธรรมมาภิบาล (Good Governance)


ธรรมมาภิบาล (Good Governance) จากบทความ กพร.ปค.

ความเป็นมาของธรรมาภิบาล

คำว่า Good Governance มีใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 1989 ในรายงานเรื่อง Sub Sahara Africa : From Crisis to Growth ซึ่งเป็นรายงานที่ธนาคารโลกพยายามวิเคราะห์ถึงความล้มเหลวของรัฐในอัฟริกาใน การพัฒนาประเทศ คำว่า Good Governance เริ่ม มีบทบาทในแง่ของโลกาภิวัฒน์ก็เพราะทั้งธนาคารโลกและกองทุนเงินระหว่าง ประเทศต่างเชื่อว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะทำไม่ได้เลยหากประเทศนั้นปราศจาก Good Governance หากกล่าวอีกนัยหนึ่งได้มีการผูกโยงคำว่า การพัฒนาเข้ากับคำว่า “Good Governance” หรือการกำหนดกลไกอำนาจรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศทั้งด้าน เศรษฐกิจและสังคม

ธนาคารโลก ได้สร้างลักษณะของธรรมาภิบาลระดับโลกขึ้น เพื่อให้หน่วยงานและเครือข่ายในองค์กรผลักดันให้ประเทศต่างๆ ดำเนินตามแนวทางธรรมาภิบาลซึ่งลักษณะองค์ประกอบที่กว้างขวางนี้ไม่ได้ชี้ชัด ว่าประเทศนั้นๆ จะต้องอยู่ภายใต้ระบบการเมืองการปกครองแบบใดแบบหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงและพบ ว่าในช่วงแรกของการใช้คำนี้ยังมี่ความไม่ลงรอยกันระหว่างองค์กรระหว่าง ประเทศ แต่เนื่องจากอิทธิพลของธนาคารโลกที่มีอยู่อย่างมากในไม่ช้าคำว่า ธรรมาภิบาลจึงเป็นคำที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยปี 2540 ก่อนที่จะลุกลามไปสู่ประเทศต่างๆ อย่างรวดเร็ว

ความหมายของธรรมาภิบาล

ได้มีผู้ให้นิยามความหมายหรือคำจำกัดความ ซึ่งสามารถประมวลสรุปนิยามคำว่า ธรรมาภิบาล (Good Governance) ได้กล่าวคือ

อรพินท์ สพโชคชัย (2541) ได้แปลคำว่า Governance ว่าหมายถึง กลไกประชารัฐส่วนเมื่อเติมคุณศัพท์ว่า Good แล้วจะกลายเป็น กลไกประชารัฐ ที่ดีคำแปลนี้ไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่คำที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางคือคำว่า ธรรมรัฐซึ่งมีการะบุว่าผู้ที่ให้คำบัญญัติศัพท์นี้คือ ชัยรัตน์ สถานนท์ และ ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้ปลุกกระแสคำและแนวคิดนี้ออกสู่สังคม

พจนานุกรม American Heritage Dictionary (1982) อธิบายว่า Governance หรืออภิบาลว่าหมายถึง 1) The act , process , or power of governing; governance : 2) The state of being governed ซึ่ง เมื่อแปลตรงตามตัวอักษร คือการกระทำกระบวนการ หรืออำนาจในการบริหารปกครอง ซึ่งเมื่อมีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น มีความหมายครอบคลุมถึงรัฐ (State) และระบบราชการ (Civil Service) และเมื่อมีการนำมาใช้ในองค์กรภาคเอกชน อาจเติมคำว่า corporate governance

Williamson (1994) ได้ให้ความสำคัญกับต้นทุนค่าธุรกรรม เป็นหัวใจ ซึ่งการทำให้ Governance แสดง ประสิทธิผลได้มากหรือไม่นั้นต้องขึ้นกับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมการเมืองและวัฒนธรรมในสังคมนั้นสามารถจะมีอภิบาลที่มีประสิทธิผล หรือไม่อย่างไร ในกราฟที่แสดงชี้ให้เห็นชัดว่า ต้นทุนธุรกรรมมีความสำคัญอย่างไรต่อความเป็นอภิบาล ลักษณะขององค์กรที่มีชีวิตเป็นของตนเองการปรับตัวนั้นมีความสำคัญ ตลอดจนหน่วยงานในภาคเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมีการปรับตัวอย่างไรให้มีลักษณะของอภิบาลที่มีประสิทธิผล ดังนั้นปัจจัยแวดล้อมทางสถาบันและมโนทัศน์ของปัจเจกชนล้วนมีผลต่ออภิบาลของสังคมนั้น ๆ

หลักการธรรมาภิบาลพื้นฐาน

หลักการ 5 ประการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและใช้กันแพร่หลายในประเทศไทย เป็นของ UNDP ได้แก่

1. หลักนิติธรรมและสิทธิ (Legitimacy and voice)

- การมีส่วนร่วม

- มุ่งมติร่วม

2. ทิศทาง(Direction)

3.ผลการดำเนินงาน(Performance)

- สนองความต้องการ การที่สถาบันและกระบวนการต่าง ๆ

- ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล

4.ความพร้อมรับผิด (Accountability)

5.ความยุติธรรม

หลักพื้นฐานของการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ประกอบด้วยหลักพื้นฐาน 6 ประการ ดังนี้

1.หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกาและการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพความยุติธรรมของสมาชิก

2.หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ

3.หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ

4.หลักความมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความคิดเห็นในการตัดสินใจใน ปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติ

5.หลักความพร้อมรับผิด หมายถึงความตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมือง การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และมีความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตน

6.หลักความคุ้ม ค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วน ร่วม เช่น รณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ (วิภาส ทองสุทธิ์ . 2551 : 125 – 134)

การนำหลักธรรมาภิบาลไปประยุกต์ใช้กับองค์กร

การปฏิรูป บทบาท ภารกิจ โครงสร้าง กระบวนการทำงาน และกลไกการบริหาร ให้เป็นกลไกการบริหารทรัพยากรของสังคมที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการนำการบริหารของรัฐที่มีคุณภาพไปสู่สังคมโดยเน้นการเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม และวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยถือเอาภารกิจหลักของหน่วยงาน เป็นจุดมุ่งหมายในการทำงานและสามารถร่วมทำงานกับประชาชน ตลอดจนองค์กรภาครัฐและเอกชนอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น

ในส่วนของภาค ประชาชนนั้น ต้องสร้างความตระหนักตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ถึงระดับกลุ่มประชาสังคมว่า ผู้ต้องขังนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน และเมื่อพ้นโทษก็จะกลับไปยังสังคมและชุมชนที่เขาเหล่านั้นจากมา ภาคประชาชนต้องร่วมกันช่วยเหลือแก้ไขและให้การยอมรับอดีตผู้ต้องขังเหล่า นั้น เพื่อจะได้เป็นพลเมืองที่ดีเป็นพลังของแผ่นดินที่มีคุณภาพ มีความรู้และความเข้าใจเพื่อที่จะร่วมแรงกายและแรงใจในการสร้างกลไกการ บริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีต่อไป

ปัจจัยที่จะนำไปสู่การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีของกรมราชทัณฑ์

มีองค์ประกอบ 8 ประการ ได้แก่

1. การมีส่วนร่วม เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนองค์กรภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐทั้งในและนอกกระบวนการยุติธรรม สามารถแสดงความคิดเห็น เช่น

- สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

- ด้านการกำหนดนโยบาย

2. ความชอบธรรม

3. ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้

4.ความโปร่งใส การปฏิบัติงานของผู้บริหารตลอดจน เจ้าหน้าที่ระดับภาคปฏิบัติ

5. การคาดการณ์ได้

6. การอดทนอดกลั้น

7. การดำเนินการตามหลักนิติธรรม

8. หลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล

โครง สร้างของธรรมาภิบาลที่จะนำมาซึ่งการบริหารราชการที่ดี เพื่อนำพาประเทศไปในทิศทางการเจริญอย่างยั่งยืน ในทางปฏิบัติอาจยังไม่สามารถเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จำต้องอาศัยระยะเวลา และความร่วมมือของประชาชนทุกคนในประเทศ ที่จะร่วมสร้างสังคมที่มีธรรมาภิบาลที่มีคุณภาพ เพื่อให้ลูกหลานไทยในอนาคตได้คงไว้ซึ่งประเทศไทยที่งดงามอย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น